img

Metaverse คืออะไร? ทำความรู้จักโลกเสมือนจริงและโอกาสใหม่ในยุคดิจิทัล

2026/01/09 07:39:02

Custom

Metaverse โลกเสมือนจริงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี VR AR และ Blockchain เปิดประสบการณ์ใหม่ให้ผู้คนใช้ชีวิตในโลกดิจิทัล

Metaverse คืออะไร

Metaverse คือโลกเสมือนจริงที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถทำงาน พบปะ และใช้ชีวิตได้แบบเรียลไทม์

ขอบคุณภาพจาก elearningindustryl

Metaverse คือโลกเสมือนจริง (Virtual World) ที่ถูกสร้างขึ้นจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ขั้นสูง เพื่อให้ผู้คนสามารถใช้ชีวิต โต้ตอบ และทำกิจกรรมต่างๆ ได้เหมือนอยู่ในโลกจริง ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน พบปะเพื่อน เล่นเกม หรือแม้แต่สร้างธุรกิจ ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ผู้ใช้งานเข้าไปมีส่วนร่วมได้แบบเรียลไทม์

หากพูดให้เข้าใจง่ายๆ ว่า Metaverse คืออะไร? มันคือจักรวาลดิจิทัลที่ผสานระหว่างเทคโนโลยี Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR), Blockchain, และ Internet 3.0 (Web3) เพื่อให้ผู้ใช้งานรู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในอีกมิติหนึ่งของโลกอินเทอร์เน็ต ที่ไม่ได้แค่มองดูผ่านหน้าจอ แต่เข้าไปมีตัวตนจริงผ่านอวาตาร์ (Avatar) ของของตนเอง 

นอกจากนั้น Metaverse ยังถือเป็นโลกเศรษฐกิจดิจิทัลที่ผู้คนสามารถสร้างรายได้ ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ดิจิทัล (Virtual Land) ซื้อของสะสม NFT หรือแม้แต่มีการแลกเปลี่ยนสกุลเงินคริปโตอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum ได้จริงอีกด้วย

จุดเริ่มต้นและวิวัฒนาการของ Metaverse

แนวคิดของโลกเสมือนจริงมีต้นกำเนิดมายาวนานกว่านั้นหลายทศวรรษ โดยพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากจินตนาการในนิยาย ไปจนถึงเทคโนโลยีที่จับต้องได้ในปัจจุบัน

ยุคเริ่มต้น: ปี 1992

แนวคิด Metaverse เริ่มมาจากนิยาย Snow Crash (1992) ของ Neal Stephenson 

ขอบคุณภาพจาก thediscerningwriter

แนวคิด Metaverse ปรากฏครั้งแรกในนิยายไซไฟชื่อดัง Snow Crash (ปี 1992) ของนักเขียนชาวอเมริกัน Neal Stephenson

ในเรื่องนี้ Metaverse คือโลกเสมือนจริง (Virtual World) ที่ผู้คนสามารถเข้าไปใช้ชีวิต ดำเนินกิจกรรม และมีปฏิสัมพันธ์กันผ่านตัวตนดิจิทัลหรือ อวาตาร์ (Avatar)

นิยายเรื่องนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของจินตนาการเกี่ยวกับโลกดิจิทัลที่ผู้คนสามารถอาศัยอยู่ ได้อย่างแท้จริง

ยุคทดลอง: ช่วงปี 2000s

Second Life (2003) แพลตฟอร์มโลกเสมือนที่เป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจดิจิทัล

ขอบคุณภาพจาก techprincess

เกมออนไลน์และแพลตฟอร์มเสมือนจริงอย่าง Second Life (2003)

เปิดให้ผู้เล่นสร้างตัวละคร สร้างบ้าน ทำงาน ซื้อขายสินค้า และใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลได้จริง

ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจดิจิทัล

ยุคเทคโนโลยี Blockchain: ปี 2010s

Blockchain และ Crypto ทำให้การถือทรัพย์สินดิจิทัลบน Metaverseโปร่งใสและตรวจสอบได้

เมื่อเทคโนโลยีด้าน AR (Augmented Reality), VR (Virtual Reality) และ XR (Extended Reality) พัฒนาอย่างก้าวกระโดด
ผู้ใช้งานเริ่มสามารถสัมผัสโลกเสมือนจริงได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน การเปิดตัวของ Blockchain และ Cryptocurrency ก็ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเป็นเจ้าของและถือครองทรัพย์สินได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

ยุค Web3: ปี 2020s

ในยุค Web2 อินเทอร์เน็ตคือพื้นที่หลักของโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ เช่น Facebook YouTube หรือ Instagram ซึ่งผู้ใช้งานมีบทบาทเป็นเพียงผู้สร้างเนื้อหา (content creator) หรือ ผู้บริโภคข้อมูล การควบคุมและการจัดเก็บข้อมูลส่วนใหญ่จึงอยู่ในมือของบริษัท ไม่ใช่ของผู้ใช้เอง

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุค Web3 เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถเป็นเจ้าของข้อมูลและทรัพย์สินดิจิทัลได้อย่างแท้จริงผ่านระบบกระจายศูนย์ (Decentralized) 

เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง Metaverse

1. Virtual Reality (VR) – จำลองโลกเสมือนผ่านอุปกรณ์สวมศีรษะ

VR สร้างสภาพแวดล้อมเสมือน 3 มิติ และผู้ใช้งานสัมผัสโลกเสมือนผ่าน VR Headset

Virtual Reality (VR) คือเทคโนโลยีที่สร้างสภาพแวดล้อมเสมือนแบบ 3 มิติ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถ เข้าไปอยู่ภายในโลกนั้นได้จริงผ่านอุปกรณ์อย่าง VR Headset ที่มอบประสบการณ์การมองเห็น การเคลื่อนไหว และการมีปฏิสัมพันธ์ในโลกเสมือนอย่างสมจริง 

2. Augmented Reality (AR) – ผสานโลกจริงกับโลกดิจิทัล

AR นำวัตถุเสมือนมาผสานกับโลกจริง สร้างประสบการณ์โต้ตอบผ่านมือถือหรือแว่น AR

Augmented Reality (AR) ไม่ได้สร้างโลกใหม่ขึ้นมาเหมือน VR แต่ผสาน วัตถุเสมือนเข้ากับโลกจริงที่ผู้ใช้มองเห็น ผ่านกล้องมือถือหรืออุปกรณ์ AR Glasses ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเกม Pokémon GO หรือฟีเจอร์ลองเครื่องสำอางในแอปช้อปปิ้ง 

3. Extended Reality (XR) – การผสานระหว่าง AR และ VR

XR ผสาน AR และ VR เชื่อมโลกจริงกับโลกเสมือนอย่างไร้รอยต่อ

ขอบคุณภาพจาก videoproduction

Extended Reality (XR) เป็นคำรวมของเทคโนโลยี AR + VR ซึ่งช่วยให้ประสบการณ์ในโลกเสมือนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น 

ผู้ใช้สามารถสลับระหว่างการอยู่ในโลกเสมือนเต็มรูปแบบ หรือการโต้ตอบกับวัตถุเสมือนที่ซ้อนอยู่บนโลกจริงได้อย่างไร้รอยต่อ ทำให้ XR เป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างโลกจริงกับ Metaverse

4. Blockchain และ NFT – พื้นฐานของการยืนยันความเป็นเจ้าของ

Blockchain ยืนยันสิทธิ์ NFT ใน Metaverse ให้ผู้ใช้ถือครองและแลกเปลี่ยนได้ปลอดภัย

Blockchain คือเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของคริปโตเคอร์เรนซี และในโลก Metaverse เทคโนโลยีบล็อกเชนถูกใช้เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของทรัพย์สินดิจิทัล ทำให้ผู้ใช้งานสามารถถือครอง แลกเปลี่ยน หรือขายทรัพย์สินเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง

5. AI และ Cloud Computing – สร้างประสบการณ์ที่สมจริงและราบรื่น

Cloud Computing เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ Metaverse 

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีบทบาทสำคัญในการทำให้ Metaverse มีชีวิตมากขึ้น เช่น การสร้างอวาตาร์อัจฉริยะ (AI NPCs) การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้เพื่อปรับประสบการณ์แบบเรียลไทม์ รวมถึงการจำลองโลกที่ตอบสนองต่อผู้เล่นอย่างเป็นธรรมชาติ

ขณะเดียวกัน Cloud Computing ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ของ Metaverse ให้สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สเปกสูง

โลกเสมือน Metaverse มีหน้าตาเป็นอย่างไรในปัจจุบัน

  1. Decentraland

Decentraland: สร้างที่ดิน NFT จัดกิจกรรม และแลกเปลี่ยนทรัพย์สินดิจิทัลในโลกเสมือน

ขอบคุณภาพจาก forbes

Decentraland เป็นแพลตฟอร์ม Metaverse บน Blockchain Ethereum ที่ผู้ใช้งานสามารถซื้อที่ดินและทรัพย์สินดิจิทัลอื่นๆ ในรูปแบบ NFT (Non-Fungible Token) ผู้ใช้งานสามารถสร้างบ้าน ร้านค้า จัดงานอีเวนต์หรือแม้แต่เปิดธุรกิจเสมือนจริงได้ 

Decentraland มีระบบเศรษฐกิจในตัวเอง ผู้เล่นสามารถแลกเปลี่ยน ซื้อขาย หรือให้เช่าที่ดินและสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย และยังสามารถจัดกิจกรรม เช่น คอนเสิร์ตเสมือน การจัดนิทรรศการศิลปะ หรือการประชุมเชิงธุรกิจได้อีกด้วย

  1. The Sandbox

The Sandbox: สร้างเกม คอนเทนต์ และแลกเปลี่ยนทรัพย์สินดิจิทัลด้วยโทเคน SAND

ขอบคุณภาพจาก decrypt

The Sandbox เป็นอีกแพลตฟอร์มโลกเสมือนที่เน้น User-Generated Content ผู้ใช้งานสามารถสร้างเกม ออกแบบอวาตาร์ สร้างแผนที่หรือกิจกรรมต่างๆ ได้เอง โครงสร้างเศรษฐกิจของ The Sandbox ใช้โทเคน SAND เป็นสกุลเงินหลักในการซื้อขายสินทรัพย์และเข้าร่วมกิจกรรม

แพลตฟอร์มนี้เหมาะกับนักสร้างสรรค์และนักพัฒนาเกมที่ต้องการพื้นที่ให้ผู้ใช้สร้างคอนเทนต์ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถถือครองที่ดินหรือไอเท็มดิจิทัลเช่นกัน

  1. Roblox

Roblox: สร้างเกม เล่นเกม และเชื่อมต่อกับชุมชนออนไลน์ทุกวัย

ขอบคุณภาพจาก security

Roblox เป็นโลกเสมือนที่ผสมผสานเกมออนไลน์และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ ผู้ใช้งานสามารถสร้างเกมของตัวเอง หรือเข้าร่วมเกมที่ผู้อื่นสร้างได้

ข้อดีของ Roblox คือระบบที่เข้าถึงง่าย เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสูง จึงเป็นตัวอย่างของ Metaverse ที่เน้นปฏิสัมพันธ์และชุมชนออนไลน์ มากกว่าเศรษฐกิจหรือการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล

  1. Horizon Worlds

Horizon Worlds เป็นโลกเสมือนที่เน้นใช้ในการประชุมและสื่อสารออนไลน์

ขอบคุณภาพจาก edition.cnn

Horizon Worlds พัฒนาโดย Meta เป็นโลกเสมือนที่เน้นการสื่อสารและประชุมออนไลน์ ผู้ใช้งานสามารถสร้างพื้นที่สำหรับการประชุม ทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงาน จัดอีเวนต์สังคม หรือพบปะผู้คนจากทั่วโลก

แพลตฟอร์มนี้รองรับการสร้างอวาตาร์และพื้นที่สามมิติที่ปรับแต่งได้ ทำให้ผู้ใช้งานมีความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องเดียวกันจริงๆ 

Metaverse ทำงานอย่างไร

1. การสร้างอวตาร (Avatar)

ผู้ใช้งานควรเริ่มต้นด้วยการสร้างอวตารตัวแทนดิจิทัลของตนเอง ซึ่งสามารถปรับแต่งรูปลักษณ์ เสื้อผ้า ท่าทาง และอุปกรณ์เสริมได้ตามต้องการ เพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล

เมื่อเข้าสู่โลกเสมือน ผู้ใช้สามารถเดิน พูดคุย พบปะ หรือทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้ราวกับอยู่ในพื้นที่เดียวกัน 

2. เศรษฐกิจดิจิทัลและการใช้โทเค็น (Digital Economy & Tokens)

โลก Metaverse มีระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย Cryptocurrency เช่น MANA (ใน Decentraland) SAND (ใน The Sandbox) หรือแม้แต่ Stablecoin ที่ผูกกับมูลค่าเงินจริง

ผู้ใช้งานสามารถใช้โทเค็นเหล่านี้เพื่อซื้อเสื้อผ้าให้กับอวตาร ซื้อที่ดิน เปิดร้านค้า หรือซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ได้อย่างอิสระ 

นอกจากนี้บางแพลตฟอร์มยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สร้างรายได้จริงจากการขายสินทรัพย์ที่ตนสร้างขึ้น เช่น งานศิลปะหรือไอเท็มในเกม ทำให้ Metaverse ไม่ได้เป็นแค่โลกจำลอง แต่ยังเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมต่อกับโลกแห่งความจริงผ่านระบบโทเค็น

3. ระบบ Blockchain 

เบื้องหลังการทำงานทั้งหมดของ Metaverse คือเทคโนโลยี Blockchain ซึ่งทำหน้าที่เป็นสมุดบัญชีดิจิทัล ที่บันทึกข้อมูลการทำธุรกรรมทั้งหมดอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

ทุกสินทรัพย์ในโลกเสมือนไม่ว่าจะเป็นที่ดิน อุปกรณ์ หรือผลงานศิลปะสามารถถูกแปลงให้เป็น NFT (Non-Fungible Token) เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของและไม่สามารถถูกปลอมแปลงได้

ประโยชน์ของ Metaverse

ในปัจจุบัน หลายอุตสาหกรรมเริ่มนำเทคโนโลยี Metaverse มาใช้งานแล้วในหลากหลายรูปแบบ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้คนและองค์กรในโลกจริง

การศึกษา 

Metaverse เปิดโอกาสให้นักเรียนทัศนศึกษาพิพิธภัณฑ์ 3 มิติ

ขอบคุณภาพจาก linezero

Metaverse เปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้สอนได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ ผ่านการจำลองสถานการณ์จริง เช่น การเรียนวิทยาศาสตร์ในห้องแล็บเสมือน การทัศนศึกษาในพิพิธภัณฑ์ 3 มิติ 

  • ตัวอย่าง: มหาวิทยาลัยอย่าง Stanford และ Seoul University เริ่มทดลองจัดการเรียนใน Metaverse เพื่อให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมแบบ Interactive Learning

  • ประโยชน์หลัก: เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้เรียน ลดข้อจำกัดด้านสถานที่ และสร้างการเรียนรู้ที่เข้าใจง่ายยิ่งขึ้นผ่านภาพจำลอง 3 มิติ

ธุรกิจ

หลายองค์กรใช้ Metaverse สร้างสำนักงานเสมือน ให้พนักงานประชุม พูดคุย และทำงานร่วมกัน

ขอบคุณภาพจาก metamandrill

องค์กรหลายแห่งทั่วโลกเริ่มใช้ Metaverse สร้างพื้นที่ทำงานเสมือน (Virtual Office) ที่พนักงานสามารถประชุม พูดคุย และร่วมมือกันได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่เดียวกัน

  • ตัวอย่าง: Meta เปิดตัว Horizon Workrooms สำหรับประชุมในรูปแบบ VR

  • ประโยชน์หลัก: ลดต้นทุนด้านสถานที่ เพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานระยะไกล และเสริมประสบการณ์การสื่อสารแบบมีส่วนร่วมมากกว่าแค่การประชุมผ่านวิดีโอ

ความบันเทิงและสื่อ

Ariana Grande จัดคอนเสิร์ตเสมือนจริงใน Fortnite

ขอบคุณภาพจาก fortnite

Metaverse ได้เปลี่ยนวิธีการเสพความบันเทิงให้กลายเป็นประสบการณ์ที่มีส่วนร่วมมากขึ้น ผู้ใช้สามารถเข้าชมคอนเสิร์ต งานแฟชั่นโชว์ หรืออีเวนต์ต่างๆ ได้เหมือนอยู่ในสถานที่จริง

  • ตัวอย่าง: ศิลปินระดับโลกอย่าง Travis Scott และ Ariana Grande เคยจัดคอนเสิร์ตเสมือนจริงในเกม Fortnite มีผู้เข้าร่วมกว่าหลายสิบล้านคนทั่วโลก

  • ประโยชน์หลัก: สร้างประสบการณ์ใหม่ที่เข้าถึงผู้ชมทั่วโลกได้โดยไม่จำกัดสถานที่ และเปิดโอกาสให้แบรนด์ต่างๆ ทำการตลาดในรูปแบบใหม่

การแพทย์ 

Metaverse ช่วยทีมแพทย์ฝึกทักษะผ่าตัดเสมือนจริง เพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพการเรียนรู้

ขอบคุณภาพจาก taliun

Metaverse ถูกนำมาใช้ในวงการแพทย์เพื่อช่วยแพทย์ นักศึกษา และผู้เชี่ยวชาญฝึกฝนทักษะในสภาพแวดล้อมจำลองที่ปลอดภัย รวมถึงใช้ในการบำบัดผู้ป่วย

  • ตัวอย่าง: บริษัท FundamentalVR พัฒนาแพลตฟอร์มผ่าตัดเสมือนจริงให้แพทย์ฝึกซ้อมก่อนลงมือจริง และมีการใช้ VR เพื่อบำบัดผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและ PTSD

  • ประโยชน์หลัก: ลดความเสี่ยงจากการฝึกในสถานการณ์จริง ช่วยพัฒนาเทคนิคการรักษา และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการฝึกอบรมทางการแพทย์

อสังหาริมทรัพย์

ผู้ใช้สามารถซื้อขายที่ดินเสมือนและสร้างโครงการต่างๆ ได้เหมือนโลกจริง

ขอบคุณภาพจาก aetsoft

Metaverse ได้สร้างรูปแบบใหม่ของอสังหาริมทรัพย์ดิจิทัลที่ผู้ใช้งานสามารถซื้อขายที่ดินเสมือน (Virtual Land) หรือนำมาใช้สร้างโครงการต่างๆ เช่น อาคาร สำนักงาน หรือแกลเลอรี

  • ตัวอย่าง: มีการใช้เทคโนโลยี Metaverse ในการจำลองโครงการก่อนก่อสร้างจริง เพื่อให้ลูกค้าสามารถเดินชมบ้านหรือคอนโดเสมือนได้

  • ประโยชน์หลัก: เพิ่มประสิทธิภาพในการขายและนำเสนอ ลดต้นทุนในการพัฒนาโครงการ, และเปิดตลาดใหม่ของสินทรัพย์ดิจิทัล

ตารางสรุปประโยชน์ของ Metaverse

หมวดหมู่

ประโยชน์หลัก

ตัวอย่างการใช้งาน

การศึกษา 

สร้างประสบการณ์การเรียนรู้แบบเสมือนจริง เข้าใจง่ายและมีส่วนร่วมมากขึ้น

ห้องเรียน VR, ทัศนศึกษาเสมือน

ธุรกิจ 

ประชุมและทำงานร่วมกันในสำนักงานเสมือน ลดข้อจำกัดด้านสถานที่

Virtual Office, การประชุมใน Horizon Workrooms

ความบันเทิง 

เข้าร่วมกิจกรรม คอนเสิร์ต หรืองานแฟชั่นในโลกเสมือน

คอนเสิร์ตของ Travis Scott / Ariana Grande ใน Fortnite

การแพทย์ 

ฝึกผ่าตัดในสภาพแวดล้อมจำลอง ปลอดภัยและสมจริง

ระบบฝึกผ่าตัด VR, การบำบัดด้วยโลกเสมือน (VR Therapy)

อสังหาริมทรัพย์ 

จำลองโครงการและซื้อขายที่ดินดิจิทัล

Virtual Property Tour

Metaverse มีประโยชน์อย่างไรต่อเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

1. เปิดโอกาสสร้างธุรกิจใหม่

Metaverse เป็นพื้นที่ที่ใครก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ โดยไม่จำกัดด้วยสถานที่หรือขนาดของกิจการ ตัวอย่างเช่น

  • การสร้างและขาย NFT (Non-Fungible Token) เพื่อเป็นเจ้าของผลงานศิลปะ ดนตรี หรือแฟชั่นดิจิทัล

  • การพัฒนาเกมในโลกเสมือนที่ผู้เล่นสามารถสร้างรายได้จริงจากการเล่น

  • การเปิดร้านค้าเสมือน (Virtual Store) เพื่อจำหน่ายสินค้าในรูปแบบ 3D และจัดกิจกรรมทางการตลาดแบบ interactive

2. เกิดอาชีพใหม่ในโลกดิจิทัล

เมื่อ Metaverse เติบโตขึ้น ก็เกิดอาชีพใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น

  • Virtual Designer ผู้ออกแบบเสื้อผ้าและไอเท็มสำหรับอวาตาร์

  • Avatar Developer ผู้พัฒนาและออกแบบตัวตนดิจิทัล

  • Metaverse Architect ผู้ออกแบบอาคาร เมือง หรือพื้นที่ในโลกเสมือนจริง

3. ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)

Metaverse ช่วยเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น

  • การเชื่อมโยงผู้บริโภคทั่วโลกเข้าสู่ตลาดเดียวกัน

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น เครือข่าย 5G และ Cloud Computing

  • การสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เช่น การใช้ Cryptocurrency หรือ DeFi (Decentralized Finance) ภายในโลกเสมือน

ความสัมพันธ์ระหว่าง Metaverse กับ Cryptocurrency

ระบบเศรษฐกิจใน Metaverse ขับเคลื่อนด้วย Cryptocurrency และ NFT 

หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้โลก Metaverse ดำเนินได้จริง คือระบบเศรษฐกิจภายใน ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Cryptocurrency และ NFT (Non-Fungible Token) ที่ทำหน้าที่เป็นทรัพย์สินดิจิทัลและเครื่องมือยืนยันความเป็นเจ้าของ 

ในแต่ละแพลตฟอร์ม Metaverse จะมีเหรียญดิจิทัลเฉพาะของตนเอง ทำหน้าที่เป็นสกุลเงินกลางสำหรับการซื้อขาย แลกเปลี่ยน และลงทุน 

นอกจากเหรียญดิจิทัลแล้ว NFT ยังเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้งานเป็นเจ้าของทรัพย์สินต่างๆ ภายในเกม ซึ่งทุกชิ้นสามารถซื้อขาย แลกเปลี่ยน หรือโอนให้ผู้อื่นได้อย่างโปร่งใสผ่านระบบบล็อกเชน

สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในเหรียญ Metaverse เช่น MANA, SAND หรือ AXS สามารถซื้อขายได้ผ่าน KuCoin Thailand ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลทฟอร์มซื้อ-ขายคริปโตขนาดใหญ่ในเอเชีย รองรับการซื้อขายเหรียญ Metaverse ที่หลากหลายพร้อมด้วยระบบที่ปลอดภัยและใช้งานง่าย

โอกาสและความท้าทายของ Metaverse

แม้ Metaverse จะมอบประสบการณ์เสมือนจริงศักยภาพสูง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน

ข้อดีของ Metaverse

  1. เปิดโลกไร้พรมแดน: ผู้คนจากทั่วโลกสามารถเชื่อมต่อ พบปะ และทำกิจกรรมร่วมกันได้ในพื้นที่เสมือนจริง 

  2. เพิ่มโอกาสในการเรียนรู้และทำงานระยะไกล: สถาบันการศึกษาและองค์กรธุรกิจเริ่มนำ Metaverse มาช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพและมีปฏิสัมพันธ์มากกว่าเดิม

ความท้าทายของ Metaverse

  1. เทคโนโลยีและอุปกรณ์ยังมีราคาสูง: อุปกรณ์อย่างแว่น VR หรือชุดควบคุมการเคลื่อนไหวยังมีราคาสูง ทำให้การเข้าถึง Metaverse ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ใช้บางส่วน

  2. ปัญหาความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล: การเก็บข้อมูลผู้ใช้งาน โดยเฉพาะข้อมูลชีวภาพ เช่น การเคลื่อนไหว เสียง หรือรูปแบบพฤติกรรม อาจกลายเป็นช่องโหว่หากไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม

Metaverse กับอนาคตของโลกดิจิทัล (ปี 2025–2030)

บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ McKinsey ประเมินว่ามูลค่าการสร้างมูลค่าที่เกี่ยวข้องกับ Metaverse อาจแตะระดับสูงสุดหลายล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ซึ่งสะท้อนโอกาสทางธุรกิจในหลากหลายสาขา 

โดย Grand View Research คาดว่าตลาด AR จะเติบโตอย่างมากและมี CAGR สูงในช่วง 2025–2030 โดยมีรายงานเพิ่มเติมจาก ResearchAndMarkets และสำนักวิจัยอุตสาหกรรมคาดว่าโอกาสทางธุรกิจรอบด้านของ Metaverse จะขยายเป็นหลายแสนล้านถึงเกือบล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 

การขยายตัวของ AR Glasses และเทคโนโลยี Immersive Experience

หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ Metaverse ใกล้ตัวมากขึ้นคือการเข้าถึงที่ง่ายขึ้นของ AR Glasses smart glasses และอุปกรณ์ immersive อุปกรณ์ AR ซึ่งมีแนวโน้มจะเติบโตอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากความเคลื่อนไหวของบริษัทรายใหญ่อย่าง Snap Meta และ Apple ที่มีแผนการเปิดตัวแว่น AR สู่ตลาดผู้บริโภคมากขึ้น

การเชื่อมโยงกับ Web3 และบทบาทของ AI Assistant ในอนาคต

Metaverse จะเติบโตควบคู่ไปกับ Web3 โดยมี NFT และโทเคนเป็นกลไกหลักในการสร้างมูลค่าและยืนยันความเป็นเจ้าของทรัพย์สินดิจิทัลภายในโลกเสมือน โดยมี AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนบุคคล (AI assistants/agents) ใน Metaverse ช่วยแนะนำ ปรับเปลี่ยนประสบการณ์ ทำธุรกรรม และจัดการข้อมูลให้เป็นส่วนตัวตามบริบทการใช้งาน รวมถึงทำให้ประสบการณ์ Metaverse สมจริงและราบรื่นมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างโครงการ Metaverse ที่น่าสนใจในปี 2025

1. Decentraland (MANA)

Decentraland เป็นโลกเสมือนบน Ethereum ให้ผู้ใช้งานซื้อที่ดิน NFT สร้างกิจกรรม ร้านค้า หรือจัดอีเวนต์ได้เอง

ขอบคุณภาพจาก news.bitcoin

Decentraland เป็นแพลตฟอร์มโลกเสมือนบนบล็อกเชน Ethereum ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานซื้อที่ดินเสมือน (Virtual Land) ในรูปแบบ NFT และสร้างกิจกรรม สร้างร้านค้า หรือแม้แต่จัดอีเวนต์ภายในพื้นที่นั้นได้โดยตรง

แพลตฟอร์มนี้เป็นหนึ่งในโปรเจกต์ Metaverse ที่ผู้สร้างคอนเทนต์และนักลงทุนให้ความสนใจสูงที่สุด เนื่องจากมีโมเดลที่ดินเสมือนที่เปิดโอกาสทั้งด้านกิจกรรมและการสร้างรายได้

2. The Sandbox (SAND)

The Sandbox ประกอบด้วย LAND ASSETS และกิจกรรมที่ผู้ใช้งานสร้างขึ้นเอง ช่วยสร้างโอกาสธุรกิจดิจิทัลใหม่

ขอบคุณภาพจาก metaverse.properties

The Sandbox เป็นโลกเสมือนที่เน้นการสร้างและแบ่งปันเนื้อหา (User-Generated Content) ที่ผู้เล่นสามารถออกแบบเกม สร้างอวาตาร์ อยู่ร่วมในกิจกรรม และใช้โทเคน SAND เป็นสกุลเงินหลักในการซื้อขายทรัพย์สินดิจิทัลภายในแพลตฟอร์ม

The Sandbox ประกอบไปด้วย LAND (ที่ดินเสมือน) ASSETS (ไอเท็มดิจิทัล) และกิจกรรมที่ผู้เล่นสร้างขึ้นเอง ซึ่งช่วยให้แพลตฟอร์มมีความยืดหยุ่นสูงและเปิดโอกาสทางธุรกิจดิจิทัลใหม่ๆ ได้

3. Axie Infinity (AXS)

Axie Infinity เกม Metaverse แบบ Play-to-Earnให้ผู้เล่นสะสม Axies เป็น NFT และสร้างรายได้ผ่านโทเคน AXS

ขอบคุณภาพจาก playtoearn

Axie Infinity เป็นเกมในโลก Metaverse ที่ใช้โมเดล Play-to-Earn ผู้เล่นซื้อหรือสะสมสัตว์ดิจิทัล (Axies) ซึ่งเป็น NFT เพื่อฝึกฝน แข่งขัน หรือผสมพันธุ์และสร้างมูลค่า จากนั้นสามารถขายแลกเปลี่ยนได้ด้วยโทเคนของเกมอย่าง AXS

นอกจากการเล่นเกมแบบทั่วไปแล้ว Axie Infinity ยังมีระบบเศรษฐกิจภายในที่ผู้เล่นมีส่วนร่วมจริง เช่น staking โทเคน AXS โหวตการพัฒนาแพลตฟอร์ม และเข้าร่วมตลาด NFT ของเกม

4. Horizon Worlds (จาก Meta Platforms)

Horizon Worlds ของ Meta เป็นแพลตฟอร์มสำหรับสื่อสาร พบปะ ผ่านอวาตาร์บน VR หรือเว็บ

ขอบคุณภาพจาก techcrunch
Horizon Worlds เป็นแพลตฟอร์มโลกเสมือนที่พัฒนาโดย Meta ซึ่งมุ่งเน้นที่การ สื่อสาร พบปะ และสร้างพื้นที่ส่วนตัวให้ผู้ใช้ผ่านอวาตาร์

ผู้ใช้งานสามารถสร้างโลก หรือห้องเสมือนจริงของตนเอง เข้าร่วมกิจกรรมสังคม หรือแม้แต่ทำงานร่วมกับผู้อื่นในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง โดยรองรับทั้งระบบ VR และเว็บไซต์บนคอมพิวเตอร์/มือถือ

วิธีเริ่มต้นเข้าสู่โลก Metaverse

การเข้าสู่โลก Metaverse ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะหลายแพลตฟอร์มได้ออกแบบระบบให้ใช้งานได้ง่ายเหมือนการเล่นเกมหรือใช้งานโซเชียลมีเดียทั่วไป ด้านล่างนี้คือขั้นตอนพื้นฐานที่ผู้เริ่มต้นสามารถทำตามและก้าวเข้าสู่โลก Metaverse ได้ทันที

1. สมัครบัญชีบนแพลตฟอร์ม Metaverse

เลือกแพลตฟอร์มที่ต้องการ เช่น Decentraland, The Sandbox, หรือ Horizon Worlds แล้วทำการสมัครบัญชี โดยทั่วไปจะใช้เพียงอีเมลหรือเชื่อมต่อกับกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) เพื่อเข้าสู่ระบบ

2. สร้างอวตาร (Avatar) ของตัวเอง

อวตารคือร่างจำลองของผู้ใช้งานในโลกเสมือน ซึ่งสามารถปรับแต่งได้ตามสไตล์ของแต่ละคน ทั้งรูปลักษณ์ เสื้อผ้า หรืออุปกรณ์เสริม บางแพลตฟอร์มยังอนุญาตให้ซื้อชุดและไอเท็มในรูปแบบ NFT เพื่อให้ผู้ใช้เป็นเจ้าของจริง

3. เตรียมกระเป๋าเงินดิจิทัล (Crypto Wallet)

การทำธุรกรรมใน Metaverse จำเป็นต้องมีกระเป๋าเงินดิจิทัล เช่น MetaMask หรือ Trust Wallet เพื่อใช้เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม ซื้อขายโทเค็น และเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลต่างๆ เช่น NFT หรือที่ดิน

4. ซื้อโทเค็น Metaverse ผ่าน KuCoin Thailand

แต่ละแพลตฟอร์มจะมีเหรียญหลักของตน เช่น

  • MANA สำหรับ Decentraland

  • SAND สำหรับ The Sandbox

  • AXS สำหรับ Axie Infinity

ผู้ใช้งานสามารถซื้อโทเค็นเหล่านี้ผ่าน exchange ที่น่าเชื่อถืออย่าง KuCoin Thailand ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่รองรับเหรียญ Metaverse หลายโครงการ

5. เริ่มสำรวจและสร้างในโลกเสมือน

หลังจากเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ผู้ใช้งานสามารถเริ่มสำรวจเมือง เข้าร่วมอีเวนต์ สร้างบ้านหรือร้านค้า หรือแม้แต่เริ่มธุรกิจในโลกดิจิทัลได้ทันที

FAQ – คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Metaverse

Q1: Metaverse คืออะไร แตกต่างจากโลกออนไลน์ทั่วไปยังไง?
Metaverse คือโลกเสมือนจริงที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิต ทำงาน พบปะ หรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้ในสภาพแวดล้อมดิจิทัลแบบสามมิติ 

แตกต่างจากโลกออนไลน์ทั่วไปตรงที่ ผู้ใช้สามารถมีตัวตนจริงและเป็นเจ้าของสินทรัพย์ภายในโลกเสมือนได้

Q2: Metaverse ใช้เทคโนโลยีอะไรบ้าง?

Metaverse ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีหลายด้าน เช่น

  • VR (Virtual Reality) จำลองประสบการณ์เสมือนจริง

  • AR (Augmented Reality) ผสานโลกจริงกับภาพดิจิทัล

  • Blockchain และ NFT ใช้ยืนยันสิทธิ์ความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน

  • AI และ Cloud Computing ช่วยให้ระบบลื่นไหลและสมจริงมากขึ้น

Q3: Metaverse มีประโยชน์อย่างไรในชีวิตประจำวัน?

Metaverse ช่วยเปิดโลกใหม่ในการเรียนรู้ การทำงาน และการเข้าสังคม เช่น

  • จัดประชุมหรือเรียนออนไลน์ในโลกเสมือน

  • เล่นเกมและสร้างรายได้จาก NFT

  • สร้างธุรกิจดิจิทัล เช่น ร้านค้าออนไลน์ในโลกเสมือน

Q4: Metaverse เกี่ยวข้องกับเหรียญคริปโตหรือไม่?

เกี่ยวข้องโดยตรง เพราะระบบเศรษฐกิจใน Metaverse ใช้เหรียญดิจิทัล (Cryptocurrency) เช่น MANA, SAND, AXS สำหรับซื้อขายสินค้า บริการ หรือที่ดินเสมือน 

รวมถึงใช้ NFT เพื่อยืนยันการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ในโลกนั้น

Q5: เริ่มต้นเข้าสู่ Metaverse ต้องทำอย่างไร?

  1. สมัครบัญชีในแพลตฟอร์ม Metaverse ที่ต้องการ (เช่น Decentraland หรือ The Sandbox)

  2. สร้างอวตารของตัวเอง

  3. เชื่อมต่อกระเป๋าเงินดิจิทัล เช่น MetaMask

  4. ซื้อโทเค็นที่ใช้ในแพลตฟอร์มผ่าน KuCoin Thailand

  5. เข้าร่วมกิจกรรม สร้าง หรือสำรวจโลกเสมือนจริงได้ทันที

สรุป: Metaverse คืออะไร

Metaverse คือโลกเสมือนจริงที่ผสานขอบเขตระหว่างโลกจริงและโลกดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ผู้คนสามารถใช้ชีวิต พบปะ ทำงาน เรียนรู้ หรือสร้างธุรกิจได้ภายในสภาพแวดล้อมเสมือนที่เปิดกว้างและไร้ขีดจำกัด

แก่นสำคัญของ Metaverse อยู่ที่เทคโนโลยี VR (Virtual Reality), AR (Augmented Reality), AI (Artificial Intelligence) และ Blockchain ซึ่งทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่ผู้ใช้งานสามารถเป็น เจ้าของทรัพย์สินได้จริง


⚠️  คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัล มีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้


KuCoin Thailand  

(ดำเนินงานโดยบริษัท อีอาร์เอ็กซ์ จำกัด)
Email: happy@kucoin.th | Call Center: 02-080-6060 

📲 ดาวน์โหลดแอป KuCoin Thailand ได้แล้วตอนนี้!
👉  คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลด  พร้อมให้บริการทั้งบน App Store และ Play Store ประเทศไทย